วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

มหานครลอนดอน


มหานครลอนดอน

น้องๆหลายๆคนมีความฝันจะไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ หนึ่งในเมืองที่เป็นความปรารถนาของเด็กไทยคือ มหานครลอนดอน วันนี้พี่ยุ้ยจะพาน้องๆไปรู้จักเมืองนี้ให้มากขึ้นกันเลย

ลอนดอน เป็นเมืองหลวงของสหราชอาณาจักรอังกฤษ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของสหภาพยุโรปอีกทั้งยังเป็นเมืองศูนย์กลางทางธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย ทั้งยังเป็นผู้นำทางด้านแฟชั่น สถาปัตยกรรม ศิลปะ และการบันเทิงที่สำคัญ ลอนดอนประกอบไปด้วยคนหลายเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และภาษา น้องรู้มั๊ยค่ะว่าคนอังกฤษส่วนใหญ่พูดได้มากกว่า 3-5 ภาษา บางคนพูดได้ถึง 7 ภาษาด้วยซ้ำ!!

ภูมิอากาศและอุณหภูมิโดยเฉลี่ย คือ
1-10 °C ในฤดูหนาว (พฤศจิกายน – มีนาคม)
18-30 °C ในฤดูร้อน (มิถุนายน – สิงหาคม)
12-22 °C ส่วนฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม – พฤษภาคม)
11-15 °C ใบไม้ร่วง (กันยายน – ตุลาคม)

การเดินทาง การคมนาคมของลอนดอนจะมีทั้ง การคมนาคมทางอากาศ รถไฟ รถประจำทาง และรถไฟใต้ดิน ที่คนอังกฤษเรียก Tube หรือ Underground นั่นเอง

แต่การเดินทางที่เป็นที่นิยมมากที่สุดคือ Tube เพราะมีถึง 9 Zones การเดินทางจึงค่อนข้างสะดวกสบายมากๆ เพราะ Tube Station จะอยู่ในจุดสถานที่ท่องเที่ยวหรือสถานที่ Shopping ที่เป็นที่นิยมเกือบทั้งสิ้น

สนามบินที่ลอนดอนประกอบด้วย Heathrow Airport, Gatwick Airport, Stansted Airport, Luton Airport  แต่ Heathrow เป็นสนามบินนานาชาติ  สำหรับน้องๆที่ต้องการจองตั๋วบินตรงไปลงที่ลอนดอนจะมีสายการบิน Thai Airways, Eva Air, British Airways ให้เลือกได้ตามความชอบ




สถานที่ท่องเที่ยว ลอนดอนมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจและเป็น Landmark เช่น

London Eye หรือ Millennium Wheel เป็นชิงช้าสวรรค์ที่สูงที่สุดในทวีปยุโรป ตั้งอยู่ตอนใต้ของริมฝั่งแม่น้ำเทมส์ ระหว่างสะพานเวสท์มินเตอร์และสะพานฮันเกอร์ฟอร์ด นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมและเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว ราคาบัตรค่าเข้าชม £15 ต่อคน

Tower Bridge  เป็นสะพานที่รวมรูปแบบของสะพานยกและสะพานแขวน ก่อสร้างเพื่อใช้ข้ามแม่น้ำเทมส์ ตั้งอยู่ใกล้กับ หอคอยแห่งลอนดอน จึงเป็นที่มาของ Tower Bridge สะพานแห่งนี้ประกอบด้วย หอคอย 2 หอ ซึ่งเชื่อมต่อด้วยทางเดินคู่ขนานด้านบน

Big Ben หรืออีกชื่อหนึ่งคือ Elizabeth Tower   เป็นหอนาฬิกาประจำพระราชวังเวทส์มินเตอร์ (ซึ่งในปัจจุบันเป็นรัฐสภาของอังกฤษ) ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของพระราชวัง ถูกสร้างหลังพระราชวังถูกไฟไหม้ หอนาฬิกามีความสูง 96.3 เมตร สร้างเพื่อฉลองพระราชพิธีมหามงคลสิริราชสมบัติ 60 ปี ด้านบนมีระฆังใบใหญ่ชื่อ บิ๊กเบน หนักถึง 13,760 กิโลกรัม จะตีบอกชั่วโมงตามเข็มสั้นที่ชี้บนหน้าปัดนาฬิกา และระฆังอีก 4 ใบที่จะถูกตีเป็นทำนอง

Oxford Street เป็นถนนแห่งการช๊อปปิ้งในย่านเวทส์เอนของลอนดอน เป็นถนนสายช็อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดของกรุงลอนดอน มีความยาวถึง 1.5 กม. การเดินทางมาง่ายมาก มีรถเมล์ผ่านหลายสายหรือจะนั่งรถไฟใต้ดินมาลง Oxford Circus หรือ Bond Street ก็ได้ มีสินค้าให้เลือกทั้ง แบรนด์เนมและโนแบรนด์มากกว่า 300 ร้านค้า มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ชื่อ Selfridges และ John Lewis ถนนเส้นนี้จะเปิดตั้งแต่ 10.00 ถึง 20.00 น. จึงคราคร่ำไปด้วยผู้คนเป็นจำนวนมาก

ค่าครองชีพ  น้องๆหลายๆคนคงได้ยินมาแล้วว่าค่าครองชีพในลอนดอนค่อนข้างสูงกว่าเมืองอื่นๆ ทั้งค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเดินทาง พี่ยุ้ยจะมาสรุปค่าใช้จ่ายคร่าวๆให้น้องๆเพื่อประกอบการตัดสินใจ

  • ค่าที่พัก  £100-150 ต่อสัปดาห์
  • ค่าอาหาร  £4-15 ต่อมื้อ สำหรับน้องๆที่ทำงานร้านอาหารไทยอาจจะน้อยกว่านี้ เพราะทางร้านอาจจะมีอาหารให้เราทาน 1 มื้อซึ่งทำให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายลง
  • ค่าเดินทาง  £30 ต่อสัปดาห์
  • ค่าโทรศัพท์  £10-15 ต่อเดือน
  • ตั๋วหนังที่โรงภาพยนตร์  £9.5-15
  • ค่าอาหารตามร้านอาหารในแต่ละมื้อ  £10-30


พี่ยุ้ยคิดว่าข้อมูลเหล่านี้คงจะช่วยให้น้องตัดสินใจในการเลือกหรือวางแผนการเรียนที่ลอนดอนได้ง่ายขึ้น สำหรับน้องๆคนไหนสนใจข้อมูลหรือโปรโมชั่นของโรงเรียน สามารถสอบถามพี่ยุ้ยหรือพี่ๆ APEX ได้เลยจร้า โทร 02-1686777 หรือ LINE ID. apexstudyabroad
www.apexeducate.com

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ค่าครองชีพออสเตรเลีย


ค่าครองชีพออสเตรเลีย  Chapter 1 : Sydney

น้อง ๆ หลาย ๆ คนที่สนใจจะไปเรียนต่อ ที่ออสเตรเลีย แต่ติดตรงที่อยากทราบค่าครองชีพ ของ แต่ละ  เมืองเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ วันนี้พี่แก้วจะมาบอกเล่าประสบการณ์ของตัวเอง เกี่ยว กับค่า ใช้จ่าย ในชีวิตประจำวันให้น้อง ๆ เป็นตัวเลือกหนึ่งในการตัดสินใจ ว่าจะไปเรียนที่เมืองไหนดี


สำหรับธุรกิจที่เด่นและทำรายได้ให้ประเทศออสเตรเลียมากที่สุดอันดับหนึ่ง คือ ธุรกิจทางด้านการศึกษาดังนั้น ถ้าเดินทางไปถึงออสเตรเลีย แล้วจะพบว่า มีชาวต่างชาติ มาใช้ชีวิตอยู่ในออสเตรเลียเยอะมาก โดยเฉพาะชาวเอเชีย  ด้วยประเทศออสเตรเลีย อากาศค่อนข้างดี  น่าอยู่ และเป็นเมืองที่ปลอดภัย จึง ทำ ให้นักเรียนต่างชาติ สนใจเรียนต่อที่ประเทศนี้เป็นอันดับต้น ๆ เมื่อมี ผู้คนมาอาศัยในประเทศเยอะขึ้น ค่าครองชีพก็ต้องสูงขึ้นเป็นลำดับ เมื่อเรียงลำดับเมืองตามค่าครองชีพสูงไปต่ำ ได้ดังนี้ 

1. ซิดนีย์                
2. เมลเบิร์น 
3. บริสเบน 
4. เพิร์ธ 
5. อื่น ๆ

วันนี้พี่แก้วจะเล่าถึงค่าครองชีพในซิดนีย์ก่อนนะคะ ซิดนีย์ถูกจัดให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก อันดับที่ 7 และเป็นเมืองหลวงของรัฐ นิวเซาท์เวลล์ เป็นเมืองที่มีความทันสมัย แหล่งช้อปปิ้งมากมาย อากาศดี หน้าร้อน มีระยะเวลาประมาณ 3-4 เดือน มีงานให้ทำหลากหลาย ร้านอาหาร เปิดตลอด ทั้งกลางวัน กลางคืน  มีระบบคมนาคมขนส่งสะดวกสบาย ทั้งรถบัส รถไฟ เรือเฟอร์รี่ แท็กซี่ เป็น แหล่ง ท่องเที่ยว อันดับต้น ๆ เป็นแหล่งรวมของคนหลาย ๆ สัญชาติ จากทั่วทุกมุมโลก ที่สำคัญมีไทยทาวน์ น้อง ๆ ไม่ต้องหิ้วอาหารจากเมืองไทยไปนะคะ ไทยทาวน์ซิดนีย์ มีแทบทุกอย่างที่เมืองไทยมี ทำให้ซิดนีย์ ไม่เคยเงียบเหงา เมื่อเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับใหล ทำให้ น้อง ๆ ที่อยากเดินทางไปซิดนีย์ ต้องเตรียม พอคเก็ต มันนี่ไป พอสมควร  ซึ่งค่าครองชีพ แบ่งเป็นรายละเอียดคร่าว ๆ ได้ดังนี้คะ

1. ค่าที่พักอาศัย

ส่วนมากราคาอยู่ประมาณ $120- $ 330 ขึ้นอยู่กับ เลือกที่พักแบบไหน ถ้า ที่พัก ราคาถูก ส่วนมาก มักจะต้องไปแชร์ ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว กับรูมเมท และมักจะอยู่นอกเมือง ซึ่ง นักเรียน ไทย ส่วน มากจะเลือก 2 แบบ คือ

1.1 Homestay พักกับ Host family ที่ ทางโรงเรียนได้จัดหาให้ ซึ่งราคาจะค่อนข้างสูง ประมาณ $220 - $270 ต่อสัปดาห์และอยู่นอกเมือง แต่น้อง ๆ จะได้สัมผัสกับชีวิตของออสซี่ และได้ฝึกภาษาเต็มที่

1.2 Shared apartment ซึ่ง น้อง ๆ สามารถหาได้ง่าย ทั้งในเวปไซต์ซึ่งจะมี คนไทย ใน ต่างแดน โพสต์ไว้เยอะแยะมากมาย ค่าใช้จ่ายประมาณ $ 100 – $330 ขึ้นกับเลือกห้องพักแบบไหน ซึ่งส่วนมากมักจะอยู่ใกล้ โรงเรียน การเดินทางสะดวก แต่จะไม่ค่อยมีความเป็นส่วนตัว และ เสี่ยงกับข้าวของอาจจะหายได้ เพราะฉะนั้นในช่วง  แรก ๆ น้อง ๆ ที่อยู่แบบ shared apartment ไม่ควรจะไว้ใจคนในห้อง แก้วแหวน เงินทอง ควรเอาติดตัวไปด้วย

2. 2. ค่าเดินทาง ระบบคมนาคมขนส่งในซิดนีย์ ค่อนข้างจะสะดวกสบายมาก ซึ่งคนส่วนมากนิยมใช้ รถบัส รถไฟ และเรือ เฟอร์รี่ ในชีวิตประจำวัน  ตั้งแต่วันที่     1 ก.ย. 2557 ซิดนีย์เปิดให้ใช้บัตร Opal card อย่าง เป็นทางการ สำหรับ “Opal Card” เป็นบัตรอิเล็กทรอนิค  เหมือนบัตรบีทีเอส บ้านเราโดยถูก นำมาใช้แทนบัตร โดยสาร ที่เป็น กระดาษแบบเก่าทั้ง 14 แบบ โดยมีการตั้งบูทจำหน่ายบัตร Opal ตามจุดต่างๆ ทั่วเมืองโดยเฉพาะที่สถานีรถไฟและสะดวกสบายมากเพราะ ผู้โดย สาร สามารถ เติมเงินได้ด้วยตัวเอง เนื่องจากมีร้านรับเติมเงินทั่วทุกแห่ง ไม่จำเป็น ต้องหักเงินในบัญชีธนาคาร ที่สำคัญ สามารถ ซื้อบัตได้ในราคาเพียง 20 ดอลลาร์เท่านั้นและเติมเงินครั้งต่อไปขั้นต่ำเพียงแค่ 5 ดอลลาร์ สามารถใช้ได้กับ รถบัส รถไฟ ในเขต Sydney ,Blue Mountains ,Central coast และเมืองอื่น ๆ ใกล้เคียง รวมทั้งเรือเฟอร์รี่ไม่มีค่าธรรมเนียม ค่ามัดจำบัตร ไม่จำเป็น ต้องลง ทะเบียน เพื่อใช้งาน  ทำให้การเดินทางในซิดนีย์สะดวก รวดเร็ว ง่ายยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ค่าครองชีพ เป็นเพียงปัจจัยเดียว ในการตัดสินใจเลือกสถานที่เรียนของน้องๆ ค่ะ เนื่องจากต้องคำนึงถึง ความชอบส่วนบุคคล, มาตรฐานการสอน, สถานที่ตั้งของโรงเรียน, บรรยากาศโดยรวมของเมือง หรือความสะดวกสบายในการดำรงชีวิต ที่แตกต่างกันประกอบด้วย


ครั้งต่อไป พี่แก้วจะมา แชร์ประสบการณ์ ค่าครองชีพเมืองไหน นั้นคอยติดตามกันนะคะ สำหรับใครที่สนใจเรียนต่อในต่างประเทศ ปรึกษาพี่แก้วและทีม Apex ได้นะคะ 02 – 168-6777 

วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เมลเบิร์นได้ถูกยกให้เป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก 4 ปีซ้อน


Melbourne, Australia has been crowned world’s most live able city for the fourth year in a row.

เมลเบิร์นได้ถูกยกให้เป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก 4 ปีซ้อน

นครเมลเบิร์นเป็นเมืองหลวงของรัฐวิคตอเรียซึ่งเป็นรัฐที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศออสเตรเลีย ได้ถูกยกให้เป็นเมืองที่น่าอยุ่ที่สุดในโลกเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน โดยทุกๆ ปี หน่วยวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ Economist Intelligence Unit (EIU) จะทำการสำรวจเมืองสำคัญๆของโลกกว่า 140 เมือง เพื่อตัดสินว่าเมืองใดเป็นเมือง ที่น่าอยู่ที่สุด

รายงานของสำนักข่าว ABC เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2014 ได้ระบุว่า ผลการสำรวจครั้งนี้ได้ทำการศึกษาแต่ละเมืองใน 5 เรื่องด้วยกัน ได้แก่ สาธารณสุข, การศึกษา, ความมีเสถียรภาพ, วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม, และโครงสร้างพื้นฐาน โดยเมืองเมลเบิร์น ได้รับ คะแนน 97.5 จาก 100 คะแนนเต็ม โดยเมลเบิร์นได้รับการประเมินสูงที่สุดในด้านการดูแลสาธารณสุข การศึกษาและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเมืองอื่นๆในออสเตรเลียอย่าง Adelaide, Sydney และ Perth ก็ติดอันดับ top 10 ในครั้งนี้ด้วยค่ะ ด้วยคะแนน 96.6, 96.1 และ 95.9 ตามลำดับค่ะ แหม่ออสเตรเลียนี้น่าอยู่จริงๆเลย ว่าไมค่ะ


จากประสบการณ์ไปเรียนต่อออสเตรเลียที่ได้ไปเยือนเมลเบิร์น ทำให้ไม่มีข้องสงสัยเลยว่าทำไมเมลเบิร์นถึงได้เป็นเมืองสวยงามที่ถูกพูดถึงเป็นอันดับต้นๆและได้ถูกขนานนามว่าน่าอยู่ที่สุด ด้วยเหตุผลหลายอย่างทั้งการเดินทางในเมลเบิร์น ซึ่งไม่ยากเลยสำหรับการเดินทางที่นี้ ไม่ว่าจะเดินทางโดยรถส่วนตัว และรถสาธารณะทั้งรถเมล์ที่เข้าถึงแทบทุกถนน รถไฟที่ไปไกลถึงซิทนีย์ และเอกลักษ์ของเมลเบิร์นคือรถรางซึ่งระบบรถรางของเมลเบิร์น เป็นโครงข่ายรถรางชานเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1884 ซึ่งถือว่ามีมายาวนานมากค่ะ นั่งรถราง 20 นาที ก็ไปถึงชายหาดได้

ถ้าพูดถึงอาหารการกินที่เมลเบิร์น นักท่องเที่ยวต่างพากันพูดถึงร้านกาแฟค่ะ เพราะในทุกตรอกซอกซอยต่างเต็มไปด้วยร้านกาแฟที่ดีทั้งกลิ่นและรสชาต วัฒนธรรมร้านกาแฟถือเป็นเรื่องจริงจังมากสำหรับคนที่นี่ค่ะ โดยเฉพาะถนน Lygon อันเป็นที่กำเนิดของวัฒนธรรมกาแฟท้องถิ่น ทั้งยังมีร้านไอศกรีมที่มีชื่อเสียงและเปิดมาอย่างยาวนานคู่ประเทศเลยก็ว่าได้ค่ะ




เรื่องสถาปัตยกรรมเป็นเรื่องที่ต้องยกให้เมลเบิร์นเลยค่ะ ทั้งสถาปัตยกรรมแบบวิคตอเรียที่เรียงรายให้เห็นอยู่มากมายและสถาปัตยธรรมสมัยใหม่ที่สอดประสานกันอย่างลงตัว ทั้งนี้เมลเบิร์นเองก็เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็น เมืองที่เหมือนยุโรปที่สุดในออสเตรเลียตลอดระยะเวลากว่า 2 ศตวรรษที่ผ่านมา ชาวยุโรปที่มาตั้งถิ่นฐานได้ทิ้งเอกลักษณ์ไว้ผ่านทางสถาปัตยกรรมภายนอกสไตล์กลอธิค หลังคาทรงโดม อีกทั้งพื้นอิฐของอาคารหลายหลังในเมลเบิร์น ทำให้ที่เมลเบิร์นมีอาคารสถานที่ที่มีเอกลักษณ์มากมาย
เห็นไมค่าว่าเมลเบิร์นมีอะไรที่น่าสนใจอยู่มากมาย เท่าที่เล่ามายังไม่หมดแค่นี้ค่ะ หากต้องการทราบรายละเอียดเรียนต่อต่างประเทศเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่  APEX 02-168-6777 หรือ LINE ID. apexstudyabroad

หาดบอนได สวรรค์ของนักท่องเที่ยว

หาดบอนได  สวรรค์ของนักท่องเที่ยว

หาดบอนได(Bondi beach) ซิดนีย์ ออสเตรเลีย  เป็นหาดที่มีชื่อเสียงที่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุม โลก กล่าวขานถึงมนต์ขลังของหาดนี้ บอนได เป็นคำในภาษาอะบอริจินิส มีความหมายว่า น้ำซัดสาดเหนือโขดหิน โดยคาดกันว่าโขดหินบริเวณปลายหาดทั้งสองด้านน่าจะเป็นแรงบันดาลใจสำหรับการตั้งชื่อนี้  การเดินทางหาดบอนได ไม่ยากอย่างที่คิด แค่นั่งรถไฟ จาก Circular quay ไปลง Bondi junction และต่อรถบัส อีกประมาณ 10 นาที จะพบกับ หาดทรายขาวละเอียด สะอาดสะอ้าน ทอดตัว เป็นแนวยาว   ลับหูลับตา ไม่มีร่มชายหาด และเตียงผ้าใบให้รกหูรกตา เหมือนบ้านเรา น้ำทะเลสีฟ้าเข้ม ตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าอ่อน ก้อนเมฆสีขาวราวปุยนุ่น เห็นแล้วแทบอยากจะโดดเล่นน้ำทะเลเลยทีเดียว


กิจกรรมที่นักท่องเที่ยว ชื่นชอบมักจะเป็นการนอนอาบแดด นุ่งบิกินีเรียงรายริมชายหาด บ้างก็ลงเล่นน้ำทะเล  แต่หนุ่มสาวบางกลุ่มจะแต่งตัวพร้อมอุปกรณ์ครบมือ มาที่นี่เพื่อเล่น กระดานโต้คลื่น หรือ เซิร์ฟ สร้างสีสันไปอีกแบบ โดยนักเล่นเซิร์ฟ จะทราบดีกว่า คลื่นที่หาดบอนได เป็นที่กล่าวขานในวงการ ว่าค่อนข้างแรง และสูง ซึ่งเหมาะมากสำหรับ ผู้ที่รักความตื่นเต้นทั้งหลาย ซึ่งความสวยของคลื่นเหล่านั้นก็แฝงไปด้วยอันตรายที่น่ากลัว จนต้องมีหน่วยงาน มาดูแล ความปลอดภัย ของนักท่องเที่ยวเหล่านี้ อาชีพที่โด่นเด่น ที่สุด ของหาดบอนได คือ Life guard ซึ่งจะ ถูกคัดเลือก และ ฝึกฝน อย่างดี ในการช่วยเหลือ ผู้ที่ประสบภัยต่าง ๆ ที่หาดบอนได คอยจับตามอง เข้มงวด และ ดูแล ความปลอดภัย โดยจะห้ามนักท่องเที่ยวเล่นน้ำ นอกเหนือเขตที่ มีธงปักเตือนไว้เด็ดขาด

            มนต์เสน่ห์ อีกอย่างหนึ่งของ หาดบอนได คือ ร้านอาหาร ซึ่งมีให้เลือก หลากหลาย ทั้ง จีน ฝรั่ง อินเดีย และ พลาดไม่ได้กับร้านไทย ที่มักจะลูกค้าผ่านแวะเวียนตลอดเวลา โดยการจัดการพื้นที่ของ หาดบอนได ได้แบ่งเป็นโซนร้านค้าและชายหาดที่ชัดเจน นักท่องเที่ยว ไม่สามารถ เอาอาหาร มา นั่ง กิน เป็นกิจลักษณะบนชายหาดได้ ร้านอาหารส่วนมากที่นักท่องเที่ยวเลือกเข้าร้านเป็นอันดับต้น ๆ มักจะเป็นอาหารทะเล ซึ่งสดและใหม่มาก รวมทั้ง นักท่องเที่ยวที่อยากจะท่องราตรี ยามค่ำคืน แสงสี เสียงเพลง จากผับ บาร์  คาเฟ่ ซึ่งเปิดยันเช้า เป็นอีก สีสัน หนึ่ง ของ นัก ท่อง ราตรี ที่ ไม่ เคย หลับใหลและไม่เคยเงียบเหงา


 ทำให้บอนได เป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยว ที่ไม่เคยลืมเลือนไปจากจิตใจ ผู้ที่เคยสัมผัสบรรยากาศของท้องทะเลอันสวยงามแห่งนี้  สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ พี่ๆ Apex 02-168-6777  Line ID : apexstudyabroad

Apply GREEN CARD under EB3 Employment-Based visa Unskilled workers @ USA


EB3 Visa “Live permanently with Green Card and Work legally in USA”

ทำงานและใด้ใบเขียวในประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างถูกต้องตามกฏหมายและ EB3 วีซ่าคืออะไร????

เนื่องจากการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจจำพวก fast food เช่น Pizza Hut, Burger King หรืองานทางด้าน Cleaning ในประเทศสหรัฐอเมริกามีความต้องการทางด้านแรงงานสูง แต่คนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจที่จะทำงานประเภทนี้ เพราะต่างคิดว่ารายได้น้อย แต่ธุรกิจจำพวกนี้มีความจำเป็นต้องขยายสาขาออกไปในเมืองและรัฐต่างๆทั่วสหรัฐอเมริกา (ซึ่งมีมากกว่า 50 รัฐ) แต่ขาดแคลนแรงงานที่จะมาทำงาน ทำให้ทางบริษัทพวกนี้ได้ไปเจรจากับรัฐบาลสหรัฐเพื่อ recruit แรงงานจากประเทศที่สามและทางรัฐบาลสหรัฐก็ได้มีการอนุมัติวีซ่าประเภท EB3 เพื่อให้แรงงานต่างชาติได้เข้ามาทำงานในประเทศได้อย่างถูกต้องตามกฏหมายและให้ถือ Green card ของประเทศสหรัฐอเมริกามีสิทธิในด้านการรักษาพยาบาลเรียนหนังสือในสถาบันรัฐบาลเทียบเท่ากับ American citizen

จริงๆวีซ่าประเภทนี้ได้มีการเริ่มต้นมาได้หลายปีแล้วโดยเริ่ม recruit แรงงานต่างชาติจากประเทศจีนซึ่งตอนนี้ประเทศจีนโควต้าวีซ่าประเภทนี้ได้เต็มไปแล้ว เลยได้มีการขยายมา recruit แรงงานต่างชาติในประเทศไทยและเวียดนามและประเทศต่างๆในเอเซีย ซึ่งสหรัฐอเมริกาได้กำหนดโควต้าของแต่ละประเทศไว้ที่ประมาณ 1000 คนต่อประเทศ
ซึ่ง EB3 วีซ่าในไทยยังไม่มีเอเจ้นท์หรือบริษัทใดเริ่มทำ ทาง Apex จะเป็นเอเจ้นท์แรกที่ได้รับการแต่งตั้งให้ประสานงานในการทำวีซ่า EB3 อย่างถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทย

ข้อดีของวีซ่า EB3

·         ผู้สมัครหลักวีซ่า EB3 สามารถยื่นขอสมัคร Green card ให้ คู่สมรสและบุตรได้ (บุตรต้องมีอายุไม่เกิน 18 ปีในวันที่ได้รับการอนุมัติวีซ่า)
·         ผู้สมัครวีซ่าหลักจะได้รับการการันตีงาน 1 ปีกับบริษัทนายจ้างทียื่นขอวีซ่า EB3 เช่น Pizza Hut, Burger King, Defender Service Inc เป็นต้น หลักจากครบ 1 ปีถ้านายจ้างต่อสัญญาก็จะเลือกทำงานที่เดิมหรือย้ายงานใหม่ก็ได้
·         เมื่อครบกำหนดงาน 1 ปี สามารถย้ายเมืองที่อยู่อาศัยและสามารถหางานอื่นทำได้โดยไม่มีข้อผูกมัด
·         ผู้สมัครหลัก สามี คู่สมรสและบุตรจะได้รับ Green card 10 ปี และสามารถต่อ Green card หรือสมัครเป็น Permanent Residence เป็นประชากรสหรัฐโดยสมบูรณ์ได้โดยไม่จำเป็นต้องกลับมาต่อวีซ่าที่ประเทศไทย
·         ภรรยาหรือสามีที่ไม่ใช่ผู้สมัครหลักสามารภทำงาน full time ในสหรัฐอเมริกาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและจะพำนักอยู่ที่เมืองและรัฐอะไรก็ได้ในสหรัฐอเมริกา
·         บุตรสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลได้ฟรีหรือจ่ายค่าเรียนแบบ Local student
·         ผู้สมัครหลักและคู่สมรสสามารถที่จะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยโดยจ่ายค่าเรียนแบบ Local student
·         ผู้สมัครหลักและคู่สมรสและบุตรจะได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลประกันสังคมเท่าเทียมกับ American citizen


คุณสมบัติของผู้สมัครหลักวีซ่า EB3

·         อายุระหว่าง 18-47 ปี
·         หญิงหรือชายก็ได้
·         มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง
·         ไม่มีประวัติอาชญากรรม
·         มีความเต็มใจและพร้อมที่จะทำงานภายใต้สัญญา 1 ปีกับบริษัทสปอนเซอร์
·         ไม่ดูคุณวุฒิการศึกษา ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์การทำงานหรือมีอาชีพในสายงานพิเศษ
·         ไม่ดูระดับความสามารถการใช้ภาษาอังกฤษไม่ต้องสอบวัดระดับทางด้านภาษา

ค่าใช้การในการดำเนินการทำ EB3 วีซ่า

·         ผู้สมัครหลัก USD 75,000 (จ่ายเป็นงวด) สำหรับงาน Pizza Hut, Burger Kings หรือ USD 65,000 สำหรับงาน Commercial cleaning ที่ Defender Service Inc.
·         คู่สมรส USD 5,000
·         บุตร USD 5,000 ต่อคน

ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเอกสารต่างๆในการยื่น EB3 วีซ่า (Fee Description Amount Government Division)

·         I-140 Application Fee $580.00 USCIS (Government Division)
·         I-140 Premium Processing Fee $1,225.00 USCIS (Government Division)
·         Visa Fee $405.00 / person US National Visa Center (NVC)
Medical Examination Fee $900.00 / adult, $500.00 / child
·         Green Card Fee $165.00 / person USCIS (Government Division)

ระยะเวลาในการดำเนินการยื่นขอ EB3 วีซ่า
·         2 ปี

**** Fees are subject to change according to the official websites ****

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ พี่ๆ APEX โทร 02-168-6777 หรือ LINE ID. apexstudyabroad
www.apexeducate.com